15 มกราคม 2006 - 15 มกราคม 2008

สองปีแล้วสินะ กับการใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้
จากที่ไม่คุ้นเคย จากที่ไม่ชอบ ตอนนี้ก็เหมือนจะเริ่มรักขึ้นมาซะแล้วสิ
จากที่เคยร้องไห้คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน ตอนนี้กลับคิดตรงกันข้าม
ไม่รู้ว่าความคิดตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนไหน
รู้ตัวอีกที ก็เริ่มรักประเทศนี้เข้าแล้วสินะ

เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เวลาปีใหม่พ่อแม่ก็จะพาลูกไปเที่ยวกันใช่มั้ย
บางคนก็เที่ยวในประเทศไทยนี่แหละ
แต่บางคนก็ไปต่างประเทศกับพ่อแม่
พอไปกลับมา ต่างคนก็ต่างจะมาบอกว่า ฉันไปที่นั่นมานะ ฉันไปที่นี่มาแหละ
ส่วนโม...ปีนั้นครอบครัวพาไปเที่ยวเกาหลี ไปหาเพื่อนพ่อ และถือโอกาสฉลองปีใหม่ที่นั่นด้วยเลย
ตอนนั้นโมยังไม่รู้จักประเทศนี้ด้วยซ้ำ
ไม่เคยได้ยินชื่อ และไม่รู้ว่ามันตั้งอยู่ส่วนไหนของโลก
แต่ก็คิดว่าโอเคล่ะ อย่างน้อยมันก็เป็นต่างประเทศ ถ้าได้ไปคงจะสนุกน่าดู
เกาหลีตอนนั้น ต่างกับตอนนี้ลิบลับ แทบจะจำไม่ได้เลยทีเดียว
ถ้าเทียบกับไทยสมัยนั้น ตอนนั้นเกาหลียากจนกว่า ขาดแคลนอาหารมากกว่า และด้อยพัฒนากว่า
และโมก็ไม่ชอบเกาหลีเอาซะเลย เพราะจำได้ว่าเคยเห็นคนตะคอกและทุบตีกันต่อหน้าต่อตา
มันดูน่ากลัว และชวนให้คิดว่า คนประเทศนี้จะเป็นแบบนี้กันทั้งประเทศรึป่าวนะ
มีแค่สิ่งเดียวที่ทำให้โมรู้สึกดีๆกับเกาหลีก็คือครอบครัวเพื่อนพ่อ และหิมะ..

พอกลับมาจากเกาหลี ซึ่งก็เลยช่วงเทศกาลปีใหม่ไปแล้ว
ในวิชาภาษาไทย คุณครูจะให้แต่งเรียงความเกี่ยวกับวันหยุดปีใหม่ และให้ออกมาเล่าหน้าชั้นเรียน
ตอนนั้นโมเลือกแต่งเรียงความเรื่องที่ไปเกาหลี...
พอถึงเวลาที่ให้ออกไปอ่านเรียงความตัวเองหน้าชั้นเรียน
เพื่อนๆในห้องบางคนไปเที่ยวเชียงใหม่ บางคนไปขึ้นเขาขึ้นดอยขึ้นภูต่างๆ
บางคนไปเที่ยวพัทยา ไปหัวหิน ไปภูเก็ต
บางคนจัดงานฉลองที่บ้านกับเพื่อนบ้าน
บางคนไปเที่ยวบ้านญาติที่ต่างจังหวัด
บางคนไปต่างประเทศ และโมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
โมพอจะจำได้ว่ามีเพื่อนไปเที่ยวฮ่องกง นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
เพื่อนๆในห้องต่างพากันตื่นเต้นเวลาพวกนั้นเล่าถึงประเทศที่ตัวเองไปมา
พอถึงโม แค่อ่านหัวข้อเรียงความ "ปีใหม่ในเกาหลี" ทุกคนก็ทำหน้างง
มีเสียงบางคนถามว่าอะไรคือเกาหลี
บางคนคิดว่ามันเป็นสถานที่หนึ่งในไทยด้วยซ้ำ
และหลายๆคนก็ไม่ได้สนใจมากนัก
พออ่านจบ โมเดินไปนั่งที่โต๊ะ เพื่อนที่อยู่ข้างหน้าหันมาถามว่า "ไปเกาหลีมาเหรอ"
โมก็ตอบไปว่า "ใช่" แล้วเค้าก็บอกกลับมาว่า "ประเทศนี้ไม่เห็นจะน่าไปเลย"
โมก็ยิ้มๆ แล้วคิดในใจว่า มันก็จริงนะ ประเทศนี้ไม่เห็นจะน่าไปตรงไหนเลย
หลังจากวันนั้น ประเทศเกาหลีก็ถูกพับเก็บไปพร้อมๆกับกระดาษเรียงความแผ่นนั้น
โมไม่ได้นึกถึงมันอีกเลย......

จำได้ว่าเกาหลีโผล่มาอยู่ในความคิดโมอีกครั้งก็ตอนฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีเป็นเจ้าภาพ
ตอนนั้นที่ไทยก็มีถ่ายทอดสด เห็นคนเสื้อแดงนั่งกันเต็มสนามกีฬา
แล้วตอนนั้น ถึงแม้เกาหลีจะเป็นประเทศเอเชียที่เข้ารอบไปก็ตาม
แต่โมก็ไม่เขียร์เกาหลี เพราะโมเชียร์เยอรมันกับอังกฤษ
อีกอย่าง พอจะมีใครจำได้มั้ยว่า กรรมการลำเอียงและโกงให้เกาหลี ?
ตอนนั้นยังนั่งด่ากับพี่อยู่เลยว่า กรรมการทำงี้ได้ไง เหอๆ
แล้วฟุตบอลโลกปีนั้นก็จบไป โดยเกาหลีได้ที่ 3 (รึเปล่า)

หลังจากที่มีซีรี่ย์เรียกน้ำตาจากเกาหลีชื่อดังเรื่องหนึ่งที่ฉายทางช่อง itv (ตอนนั้นโมก็ไม่ได้ดู)
หลายคนเริ่มติดใจอะไรๆเกี่ยวกับเกาหลีขึ้นมาแล้ว
แต่เกาหลีเริ่มมาบูมอย่างจริงจังอีกครั้งก็ตอนซีรี่ย์เรื่องดังอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งนักแสดงนำชื่อว่า "ฝน"
แต่เรื่องนี้โมก็ไม่ได้ดูอีกนั่นแหละ - -
แต่เพื่อนที่ห้อง ติดกันงอมแงม ชอบกันมาก และบางคนเริ่มหาที่เรียนภาษาเกาหลี 
บางคนเริ่มหันไปฟังเพลงเกาหลี ซึ่งโมไม่ใช่หนึ่งในนั้นแน่ๆ
เพราะฟังไปก็รู้สึกว่ามันร้องอะไรเนี่ย ฟังไม่รู้เรื่องสักคำ
ตอนนั้น ทุกคนรู้จักเกาหลีแล้ว.....

วกมาเรื่องของโม ที่จริงแล้วเมื่อก่อนโมเป็นคนขี้เกียจมาก
เวลาเรียนไม่ค่อยชอบเรียน จะนั่งคุยกับเพื่อนมากกว่า
การบ้านก็ไม่ค่อยทำ จะเก็บไปลอกกับเพื่อนตอนเช้า
แล้วคะแนนสอบนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ติด 0 มาแล้วยังมีเลย (คิดดูว่าห่วยแค่ไหน)
จนที่บ้านเริ่มทนไม่ไหว เพราะพูดยังไงโมก็ยังเป็นเหมือนเดิม
เคยส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้โมทำตัวดีขึ้น
แล้วพ่อแม่โมก็ถูกครูเชิญไปพบบ่อยมาก
จนสุดท้ายพ่อเลยตัดสินใจว่าให้เรียนที่นี่ต่อไปก็คงทำตัวเหมือนเดิมแน่ๆ
พ่อก็เลยบอกว่าจะส่งไปเรียนเมืองนอก...
แหม......ตอนนั้นดีใจนะ พอรู้ว่าจะได้ไปเรียนเมืองนอกเนี่ย
เพราะคิดว่าประเทศที่ได้ไป ยังไงก็คงไม่พ้นอังกฤษ เนื่องจากมีญาติเรียนอยู่ที่นั่น
ก็เลยบอกพ่อว่าตกลง จะลาออกแล้วไปเรียนเมืองนอกก็ได้
แล้วพ่อก็จัดการทุกอย่างให้โมหมด ทั้งเรื่องลาออก เรื่องติดต่อโรงเรียนใหม่
ตอนนั้นคิดในใจ โห...ดีจังเลยว่ะ จะได้หลุดจากการบังคับของพ่อแม่สักที
แล้วพ่อก็บอกว่าก่อนไปจะส่งไปเรียนภาษาก่อน ไปแล้วจะได้พอรู้เรื่อง
โมก็โอเค เรียนก็เรียน แล้วพ่อเค้าก็ไปจัดการลงสมัครคอร์สเรียนอะไรให้หมด
ถึงวันแรกที่เรียน พ่อพาไปส่ง และโม งง......ทำไมมันไม่ใช่ที่สอนภาษาอังกฤษ ?!!
โมหันไปถามพ่อว่า ไม่ได้จะให้เรียนอังกฤษเหรอ
พ่อก็ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า ป่าว จะให้มาเรียนภาษาเกาหลี
ตอนนั้น อึ้งงงงงงงงงงงงงงงงง และ อึ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!
พูดไม่ออก บอกไม่ถูก และงงสุดขีด ทำไมต้องเรียนเกาหลีด้วยวะ?!
ยืนเถียงกับพ่ออยู่หน้าสถาบันนานมาก
ตอนนั้นเริ่มเข้าใจแล้วว่าพ่อกำลังจะส่งโมไปที่ไหน
ไม่ใช่อังกฤษแน่ๆ ต้องเป็นเกาหลีแน่ๆ แล้วทำไมต้องเป็นเกาหลี!!!!
แต่ก็ยอมเข้าไปเรียนแต่โดยดี เพราะอายคนอื่นที่เดินผ่านไปมา
รู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบภาษานี้มากๆ มันแบบอยากจะต่อต้าน เป็นเพราะที่บ้านบังคับด้วย
แต่ก็ตั้งใจเรียนๆไป เพราะรู้ว่าถึงไม่เรียนมันก็ไม่มีประโยชน์กับตัวเองอยู่ดี
แล้วคือตอนนั้นเค้าให้นั่งท่องตัวอักษร กับสระ
โอ๊ยยยยยยยย อยากจะเอาหัวโขกกำแพงสิบที มันจะจำยากแย็นอะไรปานนั้นนะ
ใช้เวลาท่องอยู่หลายวันกว่าจะจำได้ - -
สรุปคือ ก่อนไปเกาหลี โมท่องตัวอักษรกับสระได้หมด อ่านออก
และทักทายได้ตามบทสนทนาที่ได้เรียนไป
แต่ไอ่ความคิดต่อต้านว่าไม่อยากไปเรียนเกาหลีก็ยังมีอยู่เต็มหัว
โมไปบอกเพื่อน เกือบทุกคนบอกว่า แกโง่รึป่าว เกาหลีเลยนะเว้ย
(ถ้าเป็นสมัยก่อน จะยังคงพูดแบบนี้กันรึป่าววะ?)
แต่ก็นั่นแหละ โมก็ยังไปบอกแม่ว่าเปลี่ยนเถอะ ไม่เอาเกาหลี
(ที่ต้องขอแม่เพราะแม่ไม่อยากให้ไปไหนทั้งนั้น แต่แม่ก็ไม่อยากขัดพ่อ-*-)
สรุป...ไม่มีใครช่วยได้เลยทั้งนั้น พี่ชายก็ช่วยพูด แต่ก็ไม่สำเร็จ - -
สรุปอีกครั้ง....สงสัยฉันคงต้องมาเกาหลีจริงๆสินะ

แล้วหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย
หลังจากรู้ว่าจะต้องไปพักกับเพื่อนพ่อ ความกังวลก็มีน้อยลง (เพราะเขาพูดอังกฤษได้)
แต่ยังไงก็ยังไม่อยากมาอยู่ดี ร้องไห้ทุกคืน แล้วก็ทะเลาะกับพ่อเกือบทุกวัน
เคยคิดจะขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ลงไปกินข้าว 
แต่อยากจะบอกว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับครอบครัวโมแน่นอน
ขืนทำแบบนั้นมีหวัง ทุกอย่างจะยิ่งแย่ลงไปอีก
ตอนนั้นทุกคนในบ้านบอกว่าจะเดินทางไปด้วย
วันที่ออกเดินทาง น้ำตาแทบท่วมดอนเมือง
มันไม่อยากไป อยากอยู่กับเพื่อน ไม่ชอบเกาหลี และอีกหลายๆอย่าง
ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกตอนนั้นออกมาเป็นตัวอักษรยังไงเลย
แต่สุดท้าย โมก็ต้องไปจริงๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ...

นั่งเครื่องมา ไม่พูดไม่จากับใครทั้งนั้น
ไม่แม้แต่จะมองหน้าพ่อด้วยซ้ำตอนนั้น (เป็นการกระทำที่แย่มาก ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง)
พอถึงเกาหลี ครอบครัวเพื่อนพ่อมารอรับที่สนามบิน (อาปะ+ออมม่า+โอปะ)
โมก็ยิ้ม และทักทายไปเป็นภาษาเกาหลีอย่างเก้ๆกังๆ
อาปะขับรถพาไปเก็บของที่บ้าน พาไปดูโรงเรียน พาไปแนะนำสถานที่ต่างๆ
วันรุ่งขึ้น พ่อ แม่และพี่ชายก็กลับไทย
ส่วนโม...ก็กำลังจะเริ่มการผจญภัยในดินแดนเกาหลี ALONE

 

To be continued..

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ่านมาตั้งนาน อยากจะบอกว่า

อยากดูรูปถ่ายโอปะแบบชัดๆอะค่ะ ก้ากกกกกกกกกกกกกกก
ถ่ายรูปมาลงบลอกมั่งก็ดีนะ

(ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่เค้าเล่าเล้ย)

#1 By songsage on 2008-01-15 13:06

โอ้ พรหมลิขิตบันดาลชักพา

#2 By Chocolate Emotion on 2008-01-15 18:17

เกาะขอบเอนทรี่....

มาต่อเร็วๆนะคะ

จะว่าไปเพื่อนพี่คนนึงก็ฮิตเกาหลีมาตั้งแต่สมัย...เกือบสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นกระแสเกาหลียังไม่บูมในไทยเลยแม้แต่น้อย พี่ก็งงว่าทำไมมันถึงชอบ ใครๆเค้าก็ชอบญี่ปุ่นกันทั้งน้าน แต่ไปๆมาๆกลายเป็นว่าพอเกาหลีเริ่มบูมในเมืองไทย มันก็เลิกซะงั้น...

ส่วนตัวพี่เองมาสนใจเอาตอนเรื่อง Goong เนี่ยแหละ ตอนนี้เพลงเกาหลีในไอพอตก็ดันเยอะกว่าเพลงญี่ปุ่นที่รู้เรื่องซะอีก เหอๆ
ไม่เป็นไรของเค้าดีจริง...


ป.ล. เรื่องของโมเรื่องนี้ อย่าเล่าหลายตอนเกินไปนะเดี๋ยวพี่จะลงแดง

#3 By Cheshire_XxX on 2008-01-15 18:37

รออ่านต่อค่ะconfused smile

#4 By PARAkeet on 2008-01-15 18:47

นิราศเกาหลี บาย น้องโม
ถูกใจมากค่ะ แม้จะยาวเหยียดด แต่ยอมอ่านน

พี่เริ่มบ้าเกาหลีตอนเว่นเข้าพอดี ประมาณ 5 ปีมาแล้ว
ช่วงนั้นเจอเรนตั้งแต่ยังไม่ดัง มีคนตามอยู่กระจิ้ดริ้ด จนเรนดังนำหน้าเว่นนน เส้าแท้ TT^TT

การไปยังที่แปลกใหม่มักให้อะไรเราเสมอ ไม่ว่าดีหรือไม่ดีก็ตาม แต่ที่สำคัญทำให้เราโตขึ้น ... แหม อยากไปบ้างจัง ^^
ไม่ได้ชอบมาก แต่ก็ไม่ได้ไม่ชอบเกาหลี เลยไม่รู้จะพูดอะไร

แต่การไปอยู่ตัวคนเดียวน่ะ ทำให้เราเติบโตแล้วก็เข้มแข็งขึ้นเนอะ
ของน้องโมไม่ใช่คนเดียวแท้ ยังอยู่กับครอบครัวที่เกาหลี
แต่ตอนไปแรกๆ ก็ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ดีล่ะนะ
ในวันนั้นอาจจะรู้สึกแย่มากๆ เศร้ามากๆ ร้องไห้เป็นเดือนๆ น้ำตาก็ยังไม่แห้ง
แต่พอวันนี้มองกลับไป มันก็เป็นเรื่องขำๆ เป็นเรื่องนึงที่ผ่านไป

ดีแล้วแหละ จะได้มีเรื่องเก็บไปเล่าให้ลูกหลานฟังยามแก่ 555

#6 By Aijou~ on 2008-01-15 23:04

มาเล่าต่อไวๆนะค่ะ อยากอ่านต่อค่ะ...

big smile

#7 By ... 『 ~ 소녀 ~ 』 ... on 2008-01-17 19:49

โอ้โห ชีวิตที่ผกผัน แต่ก็น่าสนใจดีจังเลยค่ะ
ทำให้ไม่น่าเบื่อ มาเล่าต่อนะคะ จะรออ่านต่อค่ะbig smile

#8 By *~iLlKiD~* on 2008-01-19 13:12

เขียนต่อไวๆนะคะ เราชอบblogของน้องโมมากๆเลยค่ะ big smile open-mounthed smile
ชีวิตผกผันจริงๆนะเนี้ย
ก่อนอื่นดีใจด้วยที่เรียนจบม.ปลายนะ ^^

ชีวิตก็มีสีสันแบบนี้แหละน้า
อ่านบลอกน้องโมแล้วเพลินดจัง
(ทำเนียนตีซี้นะกูนะ 555)

มานั่งอ่าน แล้วคิดย้อน
เราก็ชอบนักร้องเกาหลีมานานแล้วนี่หว่า
ฮ่าๆๆๆ

#10 By Peachu★ on 2008-01-22 20:57

2ปีในเกาหลี คงจะพูดภาษาของเค้าคล่องแล้วสินะครับ

#11 By Ripley on 2008-01-24 23:02

เราคิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ เลยอ่ะน่ะ สักครั้งที่ได้ไปอยู่ที่นั้นก็น่าจะได้อะไรเยอะแยะเลยเนอะ แต่อาหารถูกปากหรือเปล่าอ่ะจ๊ะ

#12 By pgaknv99 on 2008-02-03 10:59

อ่านแล้วอยากจะบอกว่าคล้ายกับพี่เลยค่ะ ตอนแรกพี่ไม่ได้อยากมาเกาหลีเล้ยยยยยย...สองปีก่อนทางบ้านจะให้มาเกาหลี เพราะมีลูกพี่ลูกน้องอยู่ที่นี่ แบบว่าจะได้ประหยัดค่าที่พักว่างั้น แต่ว่าพี่ไม่เคยอยากมาอยู่นี่เลย ถึงจะชอบดูละครเกาหลีก็เหอะ ตอนนั้นยืนกรานว่าจะไปอิตาลีให้ได้ แล้วก็ดึงดันจัดการจนได้ไปยืนอยู่ณดินแดนในฝัน...ได้เจอกับเพื่อนเกาหลีคนนึง เราสนิทกันมาก เพื่อนสาวคนนี้ก็สอนภาษาเกาหลีให้เจ๊บ้าง ก็เรียนๆไปงั้น ไม่ได้ชอบอะไรในภาษานี้หรอก หลังจากนั้นก็กลับไทยไปต่อวีซ่าแต่ดันมีเรื่องกับแม่เข้า แม่เจ๊ก็เป็นคนขี้โมโหมากเลยบอกไม่ให้กลับไปอิตาลีอีก ความซวยมันมาเยือนค่ะ เจ๊กลับไม่ได้ ไม่มีตังค์นี่เคอะต้องขอเงินแม่อยู่...สุดท้ายก็เลยมาเยี่ยมเพื่อนที่เกาหลี แล้วไหงมันมาติดแหงกอยู่นี่ได้ เจ๊ก็ยังงงๆอยู่เลย นี่กิมจิก็ไม่กินนะ เกลียดมาก

โชคชะตามันเล่นตลกเนอะ surprised smile